ข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข

Subscribe to ฟีด ข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข
Rss XML
ถูกปรับปรุง: 2 ชั่วโมง 2 นาที ก่อน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนช่วงเทศกาลสงกรานต์ระวังโรคอาหารเป็นพิษ

11 เมษายน, 2014 - 12:02
   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ กทม.ได้ร่วมมือกันเฝ้าระวังอาหารปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารพร้อมบริโภคและเครื่องดื่ม ในสถานีรถไฟหัวลำโพงและสถานีขนส่งทั้งหมอชิต เอกมัยและขนส่งสายใต้ใหม่ พบอาหารไม่ผ่านเกณฑ์ถึงร้อยละ 32.8 โดยพบเชื้ออี.โคไลมากที่สุดและพบเชื้อก่อโรคทางเดินอาหารปนเปื้อนด้วย พร้อมให้ความรู้ผู้ประกอบการ และแนะประชาชนเลือกอาหารปรุงสุก สะอาดและล้างมือก่อนรับประทานทุกครั้ง   นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลปีใหม่ไทย คนไทยที่ทำงานต่างถิ่นจะเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อฉลองปีใหม่และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่และญาติมิตร ในช่วงเทศกาลเช่นนี้ บริเวณสถานีรถไฟและรถทัวร์จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่คอยรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน อาหาร น้ำและเครื่องดื่มที่จำหน่ายตามสถานีรถไฟและรถโดยสารจึงขายดีเป็นพิเศษ ผู้จำหน่ายอาหารต้องจัดเตรียมอาหารเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคทางเดินอาหารในอาหารได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัยของอาหารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ได้เล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยของอาหารที่จำหน่ายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร จึงได้ดำเนินโครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหารที่จำหน่ายในสถานีขนส่งผู้โดยสารในกรุงเทพมหานคร ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 3-11 มีนาคม 2557 โดยร่วมมือกับสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง คือ เขตปทุมวัน เขตคลองเตย เขตจตุจักร และเขตตลิ่งชัน สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารพร้อมบริโภค เครื่องดื่ม น้ำแข็งจากร้านอาหารในสถานีรถไฟหัวลำโพงและสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯอีก 3 แห่ง คือสถานีขนส่งเอกมัย  หมอชิต และสายใต้ใหม่ รวมทั้งทดสอบความสะอาดของภาชนะสัมผัสอาหารและมือของผู้ปรุงหรือสัมผัสอาหารด้วย และส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการของสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อหาการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งจุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิตและจุลินทรีย์ที่ก่อโรคอาหารเป็นพิษ ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารพร้อมบริโภคเครื่องดื่ม น้ำแข็ง ความสะอาดของภาชนะสัมผัสอาหารและมือของผู้ปรุงหรือสัมผัสอาหาร รวมทั้งหมด 256 ตัวอย่าง พบไม่ผ่านเกณฑ์ฯ 84 ตัวอย่าง (ร้อยละ 32.8) สาเหตุเนื่องจากพบเชื้ออี.โคไล 47 ตัวอย่าง (ร้อยละ 18.3) และพบเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร 31 ตัวอย่าง (ร้อยละ 12.1) ในอาหารพร้อมบริโภค ยำต่างๆ  เครื่องดื่ม น้ำแข็ง และพบเชื้อปนเปื้อนในภาชนะสำหรับใส่อาหารและมือของผู้ปรุงอาหารด้วย จากปัญหาที่พบนี้ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2557 สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ร่วมมือกับสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยอาหารในร้านจำหน่ายอาหารในสถานีขนส่งทั้งสี่แห่ง โดยให้ความรู้และคำแนะนำด้านสุขอนามัยที่ดีและแจ้งสาเหตุการปนเปื้อนเชื้อโรคแก่ผู้ปรุงและผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในสถานีขนส่ง เพื่อให้มีการปรับปรุงและรักษาคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มในส่วนที่ดีอยู่แล้วให้มีความยั่งยืนต่อไป   อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เคยดำเนินการสุ่มเก็บและตรวจวิเคราะห์อาหารพร้อมบริโภค เครื่องดื่ม และน้ำแข็งในสถานีขนส่งทั้งสี่แห่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพร้อมให้ความรู้และคำแนะนำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ทั้งสองช่วง พบว่าการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารพร้อมบริโภคที่ทำให้ตัวอย่างไม่ผ่านเกณฑ์ ลดลงถึงร้อยละ 26 (จากร้อยละ 50.7 เป็นร้อยละ 24.7) แสดงว่าผู้จำหน่ายอาหารในสถานีขนส่งที่ได้รับความรู้และคำแนะนำมีการแก้ไขปรับปรุงด้านสุขลักษณะการเตรียมและจำหน่ายอาหาร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็จะดำเนินโครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหารที่จำหน่ายใน         สถานีขนส่งผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องต่อไปเพื่อให้อาหารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามขอแจ้งเตือนประชาชนผู้บริโภคที่เดินทางในช่วงเทศกาลให้เลือกรับซื้ออาหารที่ปรุงสุกทั่วถึง ดูสะอาด หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารประเภทยำหรืออาหารที่ไม่ผ่านความร้อน เลือกร้านที่ใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาดมีฝาปิด และอย่าลืมล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทาน ถ้ามีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นไข้ ให้รักษาอาการเบื้องต้นโดยดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือโออาร์เอสเป็นระยะ เพื่อทดแทนสภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้น หลังจากดื่มแล้ว 8-12 ชั่วโมง ให้พบแพทย์หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที

กรมการแพทย์เตือนผู้สูงอายุในช่วงหน้าร้อน แนะดื่มน้ำมากๆ เลี่ยงอยู่กลางแจ้ง

11 เมษายน, 2014 - 12:02
แพทย์เตือนผู้สูงอายุรับมืออากาศร้อนจัดแนะให้อยู่ในที่ร่ม หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว            นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งสิ่งที่ผู้สูงอายุควรระมัดระวังในหน้าร้อน คือ การดื่มน้ำให้พอเพียง การป้องกันสายตาและผิวหนังจากแสงแดดจ้าในการทำกิจกรรม ที่อยู่กลางแจ้งนาน ๆ และการปรับอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ด้วยการดื่มน้ำให้พอเพียง เพื่อทดแทน เหงื่อ ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระที่ขับถ่ายแต่ละวัน โดยปกติควรดื่มน้ำวันละประมาณ 6-8 แก้ว (ประมาณ 1,400 - 1,900 ซีซี) แต่ถ้ามีการออกกำลังกาย อยู่กลางแดดร้อนอาจดื่มมากกว่านี้ และควรควบคุมการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม การดื่มบ่อย ๆ หรือมากครั้ง จะขับปัสสาวะ  ทำให้ศูนย์เสียน้ำจากร่างกายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการดื่มเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่ ไม่มีความจำเป็น ถ้าไม่เสียเหงื่อมากจากการออกกำลังกายหรือมีอาการท้องเสีย                  นอกจากนี้การป้องกันสายตา ควรหลีกเลี่ยงการมองแดดจ้านาน ๆ หรือควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันสายตาและลมฝุ่นผงที่มีมากในหน้าร้อน รวมทั้ง ป้องกันการเกิดต้อเนื้อ เยื่อบุตาอักเสบ แผลที่กระจกตา และต้อกระจก ที่เป็นผลจากแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) ได้ สำหรับการป้องกันผิวหนังจากแดดจัดคือการทาครีมกันแดด SPF 30/50 หรือมากกว่านั้น ควรเลือกที่ไม่เหนอะหนะและควรทดสอบการแพ้ที่บริเวณท้องแขนผู้สูงอายุก่อนทาในบริเวณกว้าง ไม่ควรทายากันแดด 2 ยี่ห้อในเวลาเดียวกัน หรือติดต่อกันอาจเกิดปฏิกิริยาของสารเคมีทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น ไม่ควรทารอบบริเวณตาหรือคิ้ว เพราะอาจเข้าตาได้เมื่อเหงื่อออก ควรสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังที่ต้องสัมผัสแสงแดดนาน ๆ ซึ่งผิวหนังของผู้สูงอายุจะเปลี่ยนแปลงตามวัยและไวต่อแสงแดดมากกว่าวัยหนุ่มสาว เกิดผื่นคัน เกิดผิวหนังไหม้ ทำให้เป็นแผล มีการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียได้ง่าย  ทั้งนี้ การให้ผู้สูงอายุได้สัมผัสแสงแดดระยะสั้น ๆในช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นประมาณ 10-15 นาที ร่างกายจะผลิตวิตามิน D ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้โดยการกระตุ้นจากรังสียูวีบี (UVB) ซึ่งมีอยู่ในแสงแดด และเนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมวิตามินดีได้และมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันโรค โดยเฉพาะภาวะกระดูกพรุน กล้ามเนื้ออ่อนแรงในวัยผู้สูงอายุได้

กรมสุขภาพจิต เผย ข้อมูลต่างประเทศ ฆ่าพ่อแม่ มีอาการทางจิต พบ ปิตุฆาตมากที่สุด แนะ ครอบครัว ด่านสำคัญยับยั้งความรุนแรง

10 เมษายน, 2014 - 17:58
กรมสุขภาพจิต เผย ข้อมูลต่างประเทศ ฆ่าพ่อแม่ มีอาการทางจิต พบ ปิตุฆาตมากที่สุด แนะ ครอบครัว ด่านสำคัญยับยั้งความรุนแรง   นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึง กรณีข่าวการฆ่ายกครัว พ่อ แม่ และพี่ หรือน้อง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเดือนเดียวถึง 2 กรณี โดยผู้เป็นลูกลงมือกระทำด้วยตนเองและจ้างวานให้ผู้อื่นกระทำ ว่า  ทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นได้สร้างความสะเทือนขวัญและถูกพูดถึงอย่างกว้างขว้างในสังคมไทย โดยเฉพาะกับคำถามที่ตามมาว่า เกิดอะไรขึ้นกับสถาบันครอบครัว ทำไมลูกฆ่าได้แม้กระทั่งผู้ให้กำเนิด ซึ่งกรณีลักษณะเช่นนี้ สังคมไทยยังขาดความเข้าใจและพยายามหาคำตอบกันอยู่ แม้แต่ในด้านวิชาการก็ยังมีข้อมูลและความเข้าใจต่อเรื่องนี้อยู่อย่างจำกัด ซึ่งหากมีการทำความเข้าใจปัจจัยในเชิงลึกได้มากเท่าไรย่อมจะเป็นผลดีต่อการหาแนวทางในการป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่าง        ตรงจุด ไม่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ ในต่างประเทศได้มีข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าบุพการีหรือบิดามารดา           ว่า ผู้กระทำมักมีอาการทางจิตเวช ที่พบบ่อย ได้แก่ ซึมเศร้า อารมณ์สองขั้ว เกเรต่อต้าน และอาจพบการใช้สารเสพติด   ร่วมด้วยได้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ข้อมูลกรณีการฆ่าบุพการีจากต่างประเทศ ยังระบุอีกด้วยว่า ร้อยละ 81 เป็นการฆ่าผู้เป็นพ่อ และร้อยละ 76 เป็นการฆ่าผู้เป็นแม่ อาวุธที่ใช้ ส่วนใหญ่เป็นปืน ถึงร้อยละ 57-80 และเมื่อพิจารณาตามอายุ จะพบว่า ผู้กระทำหรือบุคคลที่อายุมากกว่า 18 ปี มูลเหตุจูงใจในการกระทำจะสัมพันธ์กับอาการทางจิต ขณะที่ บุคคลอายุน้อยกว่า 18 ปี มูลเหตุจูงใจในการกระทำจะสัมพันธ์กับการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก สำหรับในประเทศไทย จะมีข้อมูลลักษณะนี้ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในบุคคลที่อายุน้อยกว่า 18 ปี แต่สำหรับบุคคลที่อายุมากกว่า 18 ปี จะพบว่า การฆ่าบิดามารดา มีความสัมพันธ์กับอาการทางจิต  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งมาประเมินสภาพจิตเนื่องจากไม่มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีความผิดปกติทางจิตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 14 สำหรับสาเหตุที่เกิดขึ้น  อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า มาจากหลายตัวแปร ได้แก่ ขาดการควบคุมแรงผลักดันภายใน การไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิต บิดามารดามีความผิดปกติทางจิต หรือมีประวัติเคยถูกทารุณกรรมมาก่อน รวมทั้ง ความผูกพันที่ไม่ดีกับบิดามารดา การมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ตลอดจนมีความผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง ซึ่งตัวแปรเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความเปราะบางในบุคคลที่จะส่งผลให้เกิดการฆ่าบุพการีขึ้นได้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีผู้เชี่ยวชาญพยายามตั้งทฤษฎีเพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับและสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดี คือ ทฤษฎีที่อธิบาย ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการสะสมความรู้สึกว่าตนเองถูกเยาะเย้ยหรือน่าละอาย ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกทารุณกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองนั้นไม่เป็นที่ต้องการ ไม่ได้รับความยุติธรรม และ เมื่อเกิดการทารุณกรรมซ้ำๆ ก็จะยิ่งไปตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้ซ้ำๆ ทำให้รู้สึกตึงเครียดเกิดเป็นปมฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ปมที่ฝังแน่นเหล่านี้ก็จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปลดปล่อยตนเองจากสภาวะที่ถูกทารุณกรรม โดยการตัดสินใจที่จะสู้หรือจะหนี (Fight or Flight) ทางหนี คือ การฆ่าตัวตาย (Flight)  ขณะที่ ทางสู้ คือ การทำร้ายผู้ที่กระทำทารุณกรรม (Fight)ดังนั้น การฆ่าบุพการีจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยปลดปล่อยตนเองจากความรู้สึกไม่สบาย ความต้องการแก้แค้น ความก้าวร้าว และการไม่ได้รับความยุติธรรม        การให้การช่วยเหลือทางจิตสังคมในเด็กที่ถูกทารุณกรรมและการป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัวจึงมีความสำคัญยิ่ง และเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต  อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ให้ข้อแนะนำ ดังนี้ 1. ครอบครัวควรสร้างความรักความผูกพันกันให้มากขึ้น โดยการทำใจและยอมรับความแตกต่างรวมทั้งข้อจำกัดของกันและกัน มองหาจุดดีและรู้จักชื่นชมกัน รวมทั้ง ใช้เวลาพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันให้มากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากพ่อแม่แล้ว ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่จะให้ความรักความอบอุ่นและเป็นที่พึ่งทางใจให้เด็กๆ ได้สามารถพูดคุยเรื่องที่ไม่สบายใจให้ฟังได้  2. ครอบครัวต้องไม่ใช้ความรุนแรง เพราะจะยิ่งกลายเป็นวงจรความรุนแรงต่อเนื่องในรุ่นต่อๆไป พ่อแม่จึงควรเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม  มีความยืดหยุ่น และค่อยเป็นค่อยไป 3.  พ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี หรือ เป็น ซูเปอร์โมเดล (Super model) ให้กับลูก โดยเฉพาะ เรื่องของความดีงาม ความยับยั้งชั่งใจ เพราะนิสัยส่วนหนึ่งของลูกย่อมเกิดจากการเลียนแบบพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว เด็กๆ ก็เหมือนกระจกสะท้อน หากเราต้องการให้ภาพที่สะท้อนในกระจกนั้นสวยงาม เราเองก็ต้องเป็นภาพที่สวยที่สุดให้ได้เสียก่อน 4. ครอบครัวควรมีการสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการกำหนดกฎเกณฑ์ การตำหนิติเตียนหรือการกล่าวโทษกัน ที่ควรเป็นไปในทางสร้างสรรค์ มีความเป็นธรรม ปฏิบัติกับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เปรียบเทียบระหว่างพี่น้องหรือกับบุคคลอื่น เน้นเรื่องที่ควรปรับปรุงแก้ไขและสามารถแก้ไขได้จริง พึงระลึกเสมอว่า การกล่าวโทษกันอย่างมีอคติจะนำไปสู่การทารุณทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเก็บกดและเกิดปมด้อยในจิตใจ 5. พ่อแม่ต้องรู้จักการจัดการความเครียดของตนเอง เนื่องจากยุคสมัยนี้พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือกับปัญหาภายในและภายนอกบ้านที่ทั้งเครียดและกดดัน พ่อแม่จึงควรมีวิธีในการจัดการกับความเครียดของตนเองให้ได้ ซึ่งอาจมีการทบทวนการกระทำต่างๆ บ้าง และที่สำคัญ ต้องไม่ละเลยที่จะรับฟังความคิดเห็นของลูก นอกจากนี้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้แนะถึงวิธีสังเกตพฤติกรรมลูกๆ ว่าเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงขึ้นหรือไม่ โดยให้สังเกตจากพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เช่น มีความก้าวร้าวรุนแรง แยกตัว ไม่พูดไม่จา มีท่าทางโกรธเคือง ติดยาเสพติด หรือคบเพื่อนที่ติดยา ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว และที่สำคัญ ในครอบครัวไม่ควรมีหรือสะสมอาวุธที่วัยรุ่นสามารถหยิบใช้ได้สะดวก ทั้งนี้ สามารถขอรับบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ได้ที่ สายด่วน 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ภาพข่าว รณรงค์ล้างส้วมพร้อมกัน รับวันสงกรานต์ ณ วัดสายสุวพรรณ จังหวัดปทุมธานี

10 เมษายน, 2014 - 17:58
              เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 นายพิษณุ แสนประเสริฐ รองอธิบดีกรมอนามัย รณรงค์ล้างส้วมพร้อมกัน รับวันสงกรานต์ พร้อมมอบป้ายรับรองมาตรฐานส้วมสาธารณะ และสุดยอดส้วมแห่งปี 2556 ระดับเขต ให้กับเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมวัดสายสุวพรรณ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

หารือกองทุนโลก

10 เมษายน, 2014 - 14:57
       ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ที่ปรึกษากระทรวงระดับทรงคุณวุฒิ เป็นประธานการประชุม หารือระหว่างคณะกรรมการกลไกความร่วมมือในประเทศ (CCM) ร่วมกับ Mr.Mark Eldon Edington (Division Head, Grant Management) Dr.Urban Weber (Division Head, High Impact Asia) และ Ms.Qi Cui (Fund Portfolio Manager) กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องการดำเนินการตามแนวทาง New Funding Model ของกองทุนโลก  เมื่อเร็วๆนี้    

22 ปี กรมสุขภาพจิต เผย ผู้ป่วยจิตกว่า 5 แสน ยังเข้าไม่ถึงบริการ ทั่วประเทศ มีเตียงผู้ป่วยจิตเวช เพียง 10%

10 เมษายน, 2014 - 14:57
22 ปี กรมสุขภาพจิต เผย ผู้ป่วยจิตกว่า 5 แสน ยังเข้าไม่ถึงบริการ ทั่วประเทศ มีเตียงผู้ป่วยจิตเวช เพียง 10%            นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเนื่องในวันครบรอบ 22 ปี วันสถาปนากรมสุขภาพจิต ว่า งานสุขภาพจิตได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้จัดตั้ง “โรงพยาบาลคนเสียจริต”(สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2432 สังกัดกรมพยาบาล กระทรวงธรรมการในสมัยนั้น นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 125 ปีมาแล้ว และด้วยปัญหาสุขภาพจิตที่มีมากขึ้น โดย พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2535 วันที่ 9 เม.ย. 2535 กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์ ได้เปลี่ยนเป็น “สถาบันสุขภาพจิต” ยกระดับให้มีฐานะเทียบเท่ากรม เพื่อทำหน้าที่ในการประสานกิจกรรม ค้นหาแนวทางและวิธีการในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต และในเวลาต่อมา โดย พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2537 วันที่ 2 ธ.ค.2537 สถาบันสุขภาพจิต ได้เปลี่ยนมาเป็น “กรมสุขภาพจิต” จวบจนปัจจุบัน           อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า งานสุขภาพจิตเริ่มเข้าสู่ยุคของการส่งเสริมและป้องกัน ซึ่งมีแนวคิดหลักในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางจิตของประชาชนให้มีคุณภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมสามารถพึ่งพาตนเองและดูแลช่วยเหลือกัน โดยกลวิธีการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระบบบริการสาธารณสุขตามนโยบายการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข มีการพัฒนาและสนับสนุนวิชาการ และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างความรู้และวิธีการในการดูแลสุขภาพจิต เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งทางด้านสุขภาพจิตให้แก่ประชาชน ตลอดจนเป็นช่วงของการขยายงานสุขภาพจิตกับต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่สำคัญ           อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของสำนักบริหารสารสนเทศการประกัน สปสช. ณ วันที่ 1 ต.ค.2555  พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคจิตเภทซึ่งเป็นโรคจิตที่พบมากที่สุดในบรรดาโรคจิตประเภทอื่น โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ ทุกระดับการศึกษา อาชีพ และฐานะ แต่กลับพบว่าเข้าถึงบริการเพียง 260,592 คน หรือร้อยละ 48.4 ของจำนวนผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด และคาดว่า ยังมีผู้ป่วยอีกประมาณ 5 แสนกว่าคน ที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือยังเข้าไม่ถึงบริการ ทั้งนี้ ยิ่งพบแพทย์เร็ว อาการก็จะทุเลาได้เร็วและทุเลาได้มากขึ้น นอกจากนี้ ก็ยังพบว่า ปัจจุบัน มีเตียงผู้ป่วยจิตเวชในสถานบริการสาธารณสุข เพียงร้อยละ 10 ของจำนวนเตียงทั่วประเทศ (จำนวนเตียงทั่วประเทศ 4,850 เตียง)    ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 จะอยู่ในสถาบัน/โรงพยาบาลจิตเวช อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพจิตได้พยายามผลักดันให้มีการค้นหาและจัดบริการสุขภาพจิตและจิตเวชในหน่วยงานสาธารณสุขใกล้บ้านใกล้ใจ มีการขยายบริการและเตียงผู้ป่วยจิตเวชกระจายในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรองรับการให้บริการและติดตามการรักษาผู้ป่วยจิตเวชอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชนในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม ซึ่งในปีนี้ เป็นปีครบรอบปีที่ 22 ของการสถาปนากรมสุขภาพจิต และเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ และวิกฤตทางการเมือง กรมสุขภาพจิตจึงได้มีนโยบายในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตประชาชนคนไทยให้เข้มแข็ง สามารถก้าวผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้ด้วยดี ตลอดจนมีแผนการกระจายเตียงผู้ป่วยจิตเวชและบริการสุขภาพจิตและจิตเวชสู่ระบบบริการสาธารณสุขตามนโยบายการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข รวมถึงการบูรณาการงานสุขภาพจิตกับระบบการจัดการสุขภาพระดับอำเภอทั่วประเทศ อีกทั้งจัดประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการสุขภาพจิตระดับนานาชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและเครือข่ายการดำเนินงานสุขภาพจิตระหว่างประเทศ รวมทั้งเครือข่ายการทำงานสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต เครือข่ายการพัฒนาสุขภาพจิตทุกกลุ่มวัยจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางและกิจกรรมในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตให้สังคมไทยมีความสุขตลอดไป อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว ************************

กรมสุขภาพจิต เผย อีก 7 ปี ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แนะ ผู้สูงวัย เสริมพลัง เข้าสังคม ฝึกจิตและอารมณ์ด้วยศาสนา

10 เมษายน, 2014 - 14:57
         นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชากรโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดย ในปี พ.ศ. 2555 โลกมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ ร้อยละ 8 ของประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน ซึ่งในระดับอาเซียนมีเพียงไทยและสิงคโปร์เท่านั้น ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดย ประเทศไทย เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์        อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ซึ่งล่าสุด ข้อมูลจากการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธ.ค.2556 มีจำนวนผู้สูงวัย 8,970,740 คน หรือ ประมาณ ร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 ภายใต้ข้อสมมุติภาวะเจริญพันธุ์ลดลงตามปกติ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), 2556 ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ในอีก 7 ปีข้างหน้า (ปี พ.ศ. 2564) ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากกว่า 13 ล้านคน คิดเป็น ประมาณ ร้อยละ 20  หรือ ประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ กล่าวได้ว่า ประชากรทุก 5 คน จะเป็นผู้สูงวัย 1 คน และจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในปี พ.ศ. 2574  โดยในราวปี พ.ศ.2561 จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่จะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรวัยเด็ก        อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี นอกจากเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ซึ่ง ผู้สูงอายุ นอกจากต้องเผชิญกับ ปัญหาสุขภาพกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตก็พบบ่อยเช่นกัน เช่น ปัญหาความวิตกกังวล ซึมเศร้า เหงา นอนไม่หลับ มีภาวะสมองเสื่อม ช่วงวันหยุดยาวนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวและทำกิจกรรม ดีๆ สร้างความรักความผูกพันกันมากยิ่งขึ้น โดยลูกหลานสามารถแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่  ปู่ย่าตายาย ได้ ด้วยการมอบความรัก ความเข้าใจ การกอดสัมผัส ให้เวลาและให้โอกาสท่านได้แสดงความสามารถที่มีอยู่ โดยการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างจริงใจ ซึ่ง ขอย้ำว่า ต้องทำด้วยใจ ด้วยความรักและความปรารถนาดี ไม่ใช่ทำเพราะหน้าที่ เพราะถ้าทำด้วยหน้าที่ สิ่งที่ทำนั้นจะไม่อ่อนโยน นุ่มนวล ไม่เกิดความรู้สึกที่ดี สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผู้สูงอายุสามารถรับรู้ได้ และถ้าเราทำด้วยความปรารถนาดีจากใจจริงแล้ว ความรัก ความผูกพัน และความสุข ย่อมเกิดขึ้นในครอบครัว เป็นการช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยได้ดี          อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า การจัดบริการสุขภาพได้แบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคม พบประมาณ ร้อยละ 78.0 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด เป็นกลุ่มที่สุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตัวเองได้ มีโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ 1-2 โรค กลุ่มติดบ้าน พบประมาณ ร้อยละ 20 เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือบางส่วน มีโรคเรื้อรังหลายโรค และกลุ่มติดเตียง พบประมาณ ร้อยละ 2.0 เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีภาวะแทรกซ้อน เปราะบาง ชราภาพ ข้อแนะนำ สำหรับ ผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง คือ ต้องมีกิจกรรมประจำวันที่ได้ใช้การพูด การคิด ความจำ การแก้ไขปัญหา  ทำกิจกรรมต่างๆ เท่าที่ทำได้ เช่น สวดมนต์ พูดคุยกับลูกหลาน ทำสวน งานช่าง งานอดิเรก งานที่ทำให้เพลิดเพลิน ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารรอบตัว  การออกไปท่องเที่ยวนอกบ้าน ซึ่งบางกิจกรรมต้องอาศัยการสนับสนุนช่วยเหลือจากลูกหลาน ผู้ดูแล เพื่อให้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ประกอบกับ ควรมีการเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางสังคม เช่น การสนับสนุนส่วนที่ครอบครัวหรือผู้สูงอายุขาดหรือมีความจำเป็น พาผู้สูงอายุที่ติดบ้านไปซื้อของ ไปท่องเที่ยว หรือ ปฏิบัติธรรม ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุ รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สังคม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้         นอกจากลูกหลานต้องเอาใจใส่ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจแล้ว ผู้สูงอายุเองก็จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลตนเองให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง สามารถพึ่งพาตนเองได้ จะได้ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เกิดความสุขในชีวิต เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน เปลี่ยนจากภาระเป็นพลังของสังคม ผู้สูงอายุสามารถสร้างความสุขให้กับตนเอง ได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้                             1.    กิจกรรมเสริมพลัง ประกอบด้วย การรับประทานอาหาร ที่ มีประโยชน์ครบหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง เช่น การดื่มเหล้าจัด หรือการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น เป็นต้นการบริหารสมอง โดยการฝึกให้ทักษะการใช้มือ เท้า และประสาทสัมผัสทั้ง 5ให้ สามารถรับรู้และเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ให้ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมองส่วนต่างๆ ทำงานประสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เช่น เต้นรำ เล่นหมากรุก หมากล้อม โยคะ รำมวยจีน ต่อจิ๊กซอว์ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานบ้านหรืองานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น การรักษาร่างกายโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่ง จากการวิจัย พบว่า การออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ หรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มความพึงพอ ใจในชีวิตให้กับผู้สูงอายุ รวม ทั้ง การตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตลอดจน หัวเราะ สร้างอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ดำรงชีวิตอยู่กับความพอเพียง ทำตัวผ่อนคลาย ไม่เครียด นอกจากนี้ ควรหางาน/กิจกรรมทำ ซึ่ง จากการสำรวจสุขภาพจิตของคนไทย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีงานทำจะมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน แม้ว่า สภาพร่างกายจะเสื่อมถอยลง ไม่เอื้อต่อการทำงานก็ตาม ทั้งนี้ เป็นเพราะ การทำงานทำให้รู้สึกว่าตนเองยังเป็นประโยชน์และมีคุณค่าโดย ผู้สูงอายุอาจกำหนดขอบเขตของงานหรือกิจกรรมที่ต้องการทำจากความสนใจ ถามตัวเองว่าชอบทำหรือสนใจที่จะทำอะไร หรือกำหนดจากสิ่งแวดล้อม เช่น อยากทำงานในบ้าน หรือ กิจกรรมในชมรม  กำหนดจากช่วงเวลา ว่า อยากทำงาน/กิจกรรมนานเท่าใด  กำหนดจากทักษะหรือความสามารถ หรืออาจกำหนดจากแหล่งงาน/กิจกรรมที่สนใจว่าอยู่ที่ไหน จะสมัครหรือติดต่อได้อย่างไร เป็นต้น       2.    กิจกรรมทางสังคม/ชุมชน เช่น การเข้าชมรม/การ รวมกลุ่มตามความสนใจ หรือการทำจิตอาสา ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ทำกิจกรรมทางสังคมและมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน จะมีอายุยืนกว่าผู้สูงอายุกลุ่มอื่นๆ ตลอดจน จะมีความภาคภูมิใจในตนเอง ควบคุมตนเองได้ ส่งผลให้มีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรังต่างๆ  ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรม ที่สำคัญ มีส่วนช่วยรักษาการทำงานของสมองหรือความสามารถทางสติปัญญาไว้ให้ยาวนาน ป้องกันโรคสมองเสื่อม ที่เมื่อเป็นแล้วจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นอย่างมาก        3.    กิจกรรมทางศาสนา ซึ่ง พบว่า ศาสนาเข้ามามีส่วนในการดูแลสุขภาพจิตในด้านอารมณ์และสังคมของผู้สูงอายุ การได้พบปะกับกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ได้พูดคุยถึงความรู้สึกต่างๆ แนวทางการปฏิบัติที่ฝึกจิตใจ และการนำคำสอนทางศาสนามาใช้ในการดูแลจิตใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี การฝึกสมาธิ การสวดมนต์ หันเข้าหาศาสนาที่นับถือ จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย แจ่มใส อารมณ์คงเส้นคงวา เช่นเดียวกับ การศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ที่พบว่า การฝึกสติมีผลต่อยีนภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งมีผลต่อปัญหาสุขภาพ รวมทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือด และความเสื่อมของระบบประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่า การปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรมะ เป็นปัจจัยความสุขที่สำคัญของผู้สูงอายุ ที่ทุกคนควรเข้าถึงตั้งแต่วัยทำงานด้วยเช่นกัน      “ช่วง วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นโอกาสดีที่ลูกหลานจะได้เดินทางไปกราบไหว้ รดน้ำขอพร แสดงความกตัญญูกตเวที ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุก็จะได้มีโอกาสมอบความรัก ความเอื้ออาทรและความห่วงใย ตลอดจนสร้างคุณค่าให้กับตนเอง เพื่อสานสัมพันธ์ความรักความอบอุ่นในครอบครัวไทย ให้เกิดความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชากรโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดย ในปี พ.ศ. 2555 โลกมีประชากรอายุ65 ปีขึ้นไป ประมาณ ร้อยละ 8 ของประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน ซึ่งในระดับอาเซียนมีเพียงไทยและสิงคโปร์เท่านั้น ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดย ประเทศไทย เป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์          อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ซึ่งล่าสุด ข้อมูลจากการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธ.ค.2556 มีจำนวนผู้สูงวัย 8,970,740 คน หรือ ประมาณ ร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 ภายใต้ข้อสมมุติภาวะเจริญพันธุ์ลดลงตามปกติ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), 2556 ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ในอีก 7 ปีข้างหน้า (ปี พ.ศ. 2564) ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากกว่า 13 ล้านคน คิดเป็น ประมาณ ร้อยละ 20  หรือ ประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ กล่าวได้ว่า ประชากรทุก 5 คน จะเป็นผู้สูงวัย 1 คน และจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในปี พ.ศ. 2574  โดยในราวปี พ.ศ.2561 จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่จะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรวัยเด็ก           อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี นอกจากเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ซึ่ง ผู้สูงอายุ นอกจากต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตก็พบบ่อยเช่นกัน เช่น ปัญหาความวิตกกังวล ซึมเศร้า เหงา นอนไม่หลับ มีภาวะสมองเสื่อม ช่วงวันหยุดยาวนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวและทำกิจกรรม ดีๆ สร้างความรักความผูกพันกันมากยิ่งขึ้น โดยลูกหลานสามารถแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่  ปู่ย่าตายาย ได้ ด้วยการมอบความรัก ความเข้าใจ การกอดสัมผัส ให้เวลาและให้โอกาสท่านได้แสดงความสามารถที่มีอยู่ โดยการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างจริงใจ ซึ่ง ขอย้ำว่า ต้องทำด้วยใจ ด้วยความรักและความปรารถนาดี ไม่ใช่ทำเพราะหน้าที่ เพราะถ้าทำด้วยหน้าที่ สิ่งที่ทำนั้นจะไม่อ่อนโยน นุ่มนวล ไม่เกิดความรู้สึกที่ดี สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผู้สูงอายุสามารถรับรู้ได้ และถ้าเราทำด้วยความปรารถนาดีจากใจจริงแล้ว ความรัก ความผูกพัน และความสุข ย่อมเกิดขึ้นในครอบครัว เป็นการช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยได้ดี               อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า การจัดบริการสุขภาพได้แบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคม พบประมาณ ร้อยละ 78.0 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด เป็นกลุ่มที่สุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตัวเองได้ มีโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ 1-2 โรค กลุ่มติดบ้าน พบประมาณ ร้อยละ 20 เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือบางส่วน มีโรคเรื้อรังหลายโรค และกลุ่มติดเตียง พบประมาณ ร้อยละ 2.0 เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีภาวะแทรกซ้อน เปราะบาง ชราภาพ ข้อแนะนำ สำหรับ ผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง คือ ต้องมีกิจกรรมประจำวันที่ได้ใช้การพูด การคิด ความจำ การแก้ไขปัญหา  ทำกิจกรรมต่างๆ เท่าที่ทำได้ เช่น สวดมนต์ พูดคุยกับลูกหลาน ทำสวน งานช่าง งานอดิเรก งานที่ทำให้เพลิดเพลิน ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารรอบตัว  การออกไปท่องเที่ยวนอกบ้าน ซึ่งบางกิจกรรมต้องอาศัยการสนับสนุนช่วยเหลือจากลูกหลาน ผู้ดูแล เพื่อให้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ประกอบกับ ควรมีการเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางสังคม เช่น การสนับสนุนส่วนที่ครอบครัวหรือผู้สูงอายุขาดหรือมีความจำเป็น พาผู้สูงอายุที่ติดบ้านไปซื้อของ ไปท่องเที่ยว หรือ ปฏิบัติธรรม ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุ รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สังคม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้           นอกจากลูกหลานต้องเอาใจใส่ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจแล้ว ผู้สูงอายุเองก็จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลตนเองให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง สามารถพึ่งพาตนเองได้ จะได้ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เกิดความสุขในชีวิต เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน เปลี่ยนจากภาระเป็นพลังของสังคม ผู้สูงอายุสามารถสร้างความสุขให้กับตนเอง ได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้                           1.    กิจกรรมเสริมพลัง ประกอบด้วย การรับประทานอาหาร ที่ มีประโยชน์ครบหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง เช่น การดื่มเหล้าจัด หรือการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น เป็นต้นการบริหารสมอง โดยการฝึกให้ทักษะการใช้มือ เท้า และประสาทสัมผัสทั้ง 5ให้ สามารถรับรู้และเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ให้ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมองส่วนต่างๆ ทำงานประสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เช่น เต้นรำ เล่นหมากรุก หมากล้อม โยคะ รำมวยจีน ต่อจิ๊กซอว์ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานบ้านหรืองานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น การรักษาร่างกายโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่ง จากการวิจัย พบว่า การออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ หรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มความพึงพอ ใจในชีวิตให้กับผู้สูงอายุ รวม ทั้ง การตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตลอดจน หัวเราะ สร้างอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ดำรงชีวิตอยู่กับความพอเพียง ทำตัวผ่อนคลาย ไม่เครียด นอกจากนี้ ควรหางาน/กิจกรรมทำ ซึ่ง จากการสำรวจสุขภาพจิตของคนไทย พบว่า ผู้สูงอายุที่มีงานทำจะมีคะแนนสุขภาพจิตสูงกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน แม้ว่า สภาพร่างกายจะเสื่อมถอยลง ไม่เอื้อต่อการทำงานก็ตาม ทั้งนี้ เป็นเพราะ การทำงานทำให้รู้สึกว่าตนเองยังเป็นประโยชน์และมีคุณค่าโดย ผู้สูงอายุอาจกำหนดขอบเขตของงานหรือกิจกรรมที่ต้องการทำจากความสนใจ ถามตัวเองว่าชอบทำหรือสนใจที่จะทำอะไร หรือกำหนดจากสิ่งแวดล้อม เช่น อยากทำงานในบ้าน หรือ กิจกรรมในชมรม  กำหนดจากช่วงเวลา ว่า อยากทำงาน/กิจกรรมนานเท่าใด  กำหนดจากทักษะหรือความสามารถ หรืออาจกำหนดจากแหล่งงาน/กิจกรรมที่สนใจว่าอยู่ที่ไหน จะสมัครหรือติดต่อได้อย่างไร เป็นต้น       2.    กิจกรรมทางสังคม/ชุมชน เช่น การเข้าชมรม/การ รวมกลุ่มตามความสนใจ หรือการทำจิตอาสา ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ทำกิจกรรมทางสังคมและมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน จะมีอายุยืนกว่าผู้สูงอายุกลุ่มอื่นๆ ตลอดจน จะมีความภาคภูมิใจในตนเอง ควบคุมตนเองได้ ส่งผลให้มีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรังต่างๆ  ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรม ที่สำคัญ มีส่วนช่วยรักษาการทำงานของสมองหรือความสามารถทางสติปัญญาไว้ให้ยาวนาน ป้องกันโรคสมองเสื่อม ที่เมื่อเป็นแล้วจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นอย่างมาก            3.    กิจกรรมทางศาสนา ซึ่ง พบว่า ศาสนาเข้ามามีส่วนในการดูแลสุขภาพจิตในด้านอารมณ์และสังคมของผู้สูงอายุ การได้พบปะกับกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ได้พูดคุยถึงความรู้สึกต่างๆ แนวทางการปฏิบัติที่ฝึกจิตใจ และการนำคำสอนทางศาสนามาใช้ในการดูแลจิตใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี การฝึกสมาธิ การสวดมนต์ หันเข้าหาศาสนาที่นับถือ จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย แจ่มใส อารมณ์คงเส้นคงวา เช่นเดียวกับ การศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ที่พบว่า การฝึกสติมีผลต่อยีนภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งมีผลต่อปัญหาสุขภาพ รวมทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือด และความเสื่อมของระบบประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่า การปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรมะ เป็นปัจจัยความสุขที่สำคัญของผู้สูงอายุ ที่ทุกคนควรเข้าถึงตั้งแต่วัยทำงานด้วยเช่นกัน           “ช่วง วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นโอกาสดีที่ลูกหลานจะได้เดินทางไปกราบไหว้ รดน้ำขอพร แสดงความกตัญญูกตเวที ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุก็จะได้มีโอกาสมอบความรัก ความเอื้ออาทรและความห่วงใย ตลอดจนสร้างคุณค่าให้กับตนเอง เพื่อสานสัมพันธ์ความรักความอบอุ่นในครอบครัวไทย ให้เกิดความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

กรมการแพทย์เปิดตัว 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก

10 เมษายน, 2014 - 14:57
    9 เมษายน 2557 – วันนี้ ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วย รศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และนายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ร่วมแถลงข่าว1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก (Children’s Hospital Call Center)      นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ มีนโยบายในการสนับสนุนหน่วยงานภายใต้สังกัด นำความรู้ ความชำนาญไปแก้ไขปัญหาสุขภาพสำคัญของประชาชน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นสถาบันเฉพาะทางที่ดูแลรักษาปัญหาสุขภาพของเด็ก มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กทั้งโรคทั่วไป และโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน การพัฒนาระบบบริการโดยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายบริการส่งต่อองค์ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก       “การดำเนินการได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนหลายภาคส่วน ได้แก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส   คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค สนับสนุนด้านที่ปรึกษาและงบประมาณส่วนใหญ่ในการวางระบบ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมพิเศษ 1415 นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจากมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และยูนิเซฟ ประเทศไทย การพัฒนาบริการในครั้งนี้ ถือเป็นการนำจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของเด็กไทย” นายแพทย์สุพรรณกล่าว       รศ.คลินิก.พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นสถานบริการสุขภาพในระดับตติยภูมิ ดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กเฉพาะทางที่ยุ่งยาก ซับซ้อน โดยรับส่งต่อผู้ป่วยจากสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้ป่วยนอกกว่า 300,000 ราย/ปี ผู้ป่วยในกว่า 17,000 ราย/ปี มีบริการให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพเด็กทางโทรศัพท์มากว่า 10 ปี โดยใช้เลขหมายโทรศัพท์ 9 และ 10 หลัก มากกว่า 80 เลขหมาย มีผู้ใช้บริการเกือบ 100,000 ครั้ง/ปี จากการบริการพบว่า เลขหมายที่หลากหลาย ยากแก่การจดจำ และไม่สะดวก ระบบไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ จึงได้มีพัฒนาโดยรวมกว่า 80 เลขหมาย สู่เลขหมายพิเศษ 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก (Children’s Hospital Call Center) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้รับบริการ ลดการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค เป็นหน่วยรับแจ้งเหตุโรคที่สำคัญๆ โรคอุบัติใหม่ และรับผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนรองรับการบริการที่จะก้าวสู่อาเซียนในอนาคต         ประโยชน์ที่เกิดจากการให้บริการทางโทรศัพท์ สามารถลดความยากลำบากในการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เป็นที่พึ่งในการดูแลเบื้องต้นเพื่อลดภาวะวิกฤตก่อนผู้ป่วยมาพบแพทย์ เช่น สายด่วนไข้เลือดออกสามารถช่วยชีวิตเด็กได้ถึงกว่า 95%     หมายเลข 1415 สายตรงโรงพยาบาลเด็ก ได้ทดลองเปิดบริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 มีผู้รับบริการเดือนละประมาณ 24,000 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าสามารถตอบสนองต่อความต้องการ เป็นที่พึ่งของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพ และช่วยชีวิตเด็กในภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ ได้เปิดบริการโดยให้คำปรึกษาในศูนย์ความเป็นเลิศไข้เลือดออก ศูนย์ความเป็นเลิศทารกแรกเกิด ศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วย ปัญหาสุขภาพเด็กทั่วไปและโรคซับซ้อน คลินิกนมแม่ ศูนย์การรับบริจาค ข้อมูลทั่วไป และการนัดหมายตรวจโรค เป็นต้น ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกศูนย์ความเป็นเลิศ เพิ่มบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรักษาในโรคที่ยุ่งยาก ซับซ้อน รวมทั้งโรคอุบัติใหม่ และรองรับการก้าวสู่อาเซียนต่อไป        นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทค ได้ประกาศกลยุทธ์ Internet for All มุ่งใช้เทคโนโลยีสร้างโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ และบริการสาธารณะด้านต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน จากการที่บริษัทอยู่ในธุรกิจบริการ             มีประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากว่า 28 ล้านราย จึงมุ่งมั่นที่จะนำบริการระดับเวิลด์คลาสของดีแทค คอลล์ เซ็นเตอร์ มาร่วมพัฒนาและปรับปรุงคอลล์ เซ็นเตอร์ของโรงพยาบาลเด็กให้ทันสมัย สามารถรองรับสายที่โทรเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ทำการออกแบบระบบที่เหมาะสม พร้อมสำหรับการขยายบริการในอนาคต ทั้งระบบ IVR (Interactive Voice Response) ระบบบันทึกเสียงสนทนา (Voice Logger) IP Gateway และตู้สาขาโทรศัพท์ PABX (Private Automatic Branch Exchange) รวมถึงการจัดอบรมและให้คำปรึกษาด้านเทคนิคแก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล โดยผู้เชี่ยวชาญจากดีแทค คอลล์ เซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขเป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น         “นอกจากนี้ หมายเลข 1415 ยังเชื่อมต่อกับ *1515 ครอบครัวผูกพัน ที่เปิดบริการส่งข้อความที่เป็นประโยชน์ในการดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 2 ปี ให้กับผู้สมัครรับ SMS ทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ที่โทรมายังหมายเลข *1515 สามารถเลือกกด 0 เพื่อติดต่อคอลล์ เซ็นเตอร์ของโรงพยาบาลเด็กได้ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริการดูแลรักษาสุขภาพเด็กอย่างครบวงจร    เพื่อมอบพัฒนาการที่ดีที่สุดให้กับเด็กไทย ซึ่งจะเป็นพลังที่สำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต” นายจอนกล่าวสรุป            ดังนั้น  ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการบริการดูแลรักษาสุขภาพเด็กไทย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพเด็กไทยแข็งแรงและเป็นพลังที่สำคัญต่อไปในอนาคต   *******************

อภ.เตือนกินยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ก่อนขับรถ ระวังง่วง

10 เมษายน, 2014 - 14:57
           องค์การเภสัชกรรมเตือนประชาชนที่ต้องเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้ระวังการทานยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ ก่อนขับรถ อาจทำให้ง่วง หลับในและเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้             ภญ.นิภาพร ชาตะวิริยะพันธ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจำนวนมากต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์จำนวนมาก และปีนี้จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 268-334คน  ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน หนึ่งในนั้นคืออาการง่วงนอนหรือหลับใน องค์การฯจึงขอเตือนผู้ที่ต้องขับรถเดินทางควรระมัดระวังในการรับประทานยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ อาทิ ยาแก้ปวดทรามาดอล(Tramadol), ยาแก้ปวดอะมิทริปทัยลีน(Amitriptyline) และยาแก้ปวดกาบ้าเพนติน(Gabapentin) เป็นต้น ซึ่งยาเหล่านี้มีฤทธิ์ในการกดประสาทส่วนกลาง เพื่อบรรเทาอาการปวด  ส่วนยาคลายกล้ามเนื้อ อาทิ ยาโทลเพอริโซน (Tolperisone) และยาออเฟเนดรีน (Orphenadrine)   ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ในการลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดอาการปวดตึงทั้งร่างกาย ซึ่งยาทั้ง 2กลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อาจจะทำให้ลดประสิทธิภาพในการขับขี่ ทำให้ตัดสินใจได้ช้าลง มองเห็นเป็นภาพเบลอ ไม่ชัด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้             รองผู้อำนวยการฯ กล่าวอีกว่า ไม่เพียงยาทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ยังมียาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนชนิดอื่นๆ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงเมื่อต้องขับรถเช่นกัน อาทิ ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก, ยาแก้แพ้ แก้คัน, ยากล่อมประสาท, ยาคลายกังวล, ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้เมารถ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ทานยาลดน้ำตาลในเลือด และต้องขับรถ หากระหว่างการเดินทางไม่สามารถทานอาหารได้ตรงเวลา อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด เหงื่อออกมาก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ จึงจำเป็นต้องเตรียมอาหาร ลูกอม น้ำหวานไว้ระหว่างการเดินทาง เพื่อป้องกันการเกิดอาการดังกล่าว นอกจากนี้ไม่ควรทานยาร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาลดน้ำมูก จะทำให้อาการง่วงของยาเพิ่มขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาบรรเทาปวด ลดไข้ จะทำให้ตับเสียหายได้มากขึ้น เป็นต้น             ดังนั้น ก่อนการเดินทางทุกครั้ง ควรมีการวางแผนการเดินทาง และวางแผนการทานยาก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง ว่ายาแต่ละชนิดที่ต้องทานในระหว่างการเดินทางนั้น มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง โดยปรึกษาแพทย์, เภสัชกร หรือโทรปรึกษาปัญหาการใช้ยาได้ที่ Call Center องค์การเภสัชกรรม 1648 ฟรี  

แพทย์เตือนภัยเงียบโรคมะเร็งกระดูก ดึงผู้ป่วยสร้างเครือข่ายเพิ่มคุณภาพชีวิตร่วมกัน

28 มีนาคม, 2014 - 12:16
กรมการแพทย์ ชี้โรคมะเร็งกระดูกรู้เร็วรักษาได้ พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งกระดูก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้ารับการรักษาระหว่างผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ  “Lerdsin Sarcoma Day” ว่า มะเร็งกระดูกเป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ในอดีตการรักษามะเร็งกระดูกจะใช้วิธีการตัดอวัยวะเหนือส่วนที่เป็นมะเร็งออก แต่ในปัจจุบันได้นำวิธีให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด ทำให้การรักษาได้ผลเป็นที่พอใจ ทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น โดยมะเร็งกระดูกแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.มะเร็งกระดูกที่เกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของเนื้อกระดูกโดยตรง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้  2.มะเร็งกระดูกที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด เต้านม ต่อมไทรอยด์ ต่อมลูกหมากแล้วกระจายไปสู่กระดูกมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป  ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดมาจากยีนที่ผิดปกติ โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่สำคัญ คือการได้รับรังสีรักษาในการรักษามะเร็งชนิดอื่นในปริมาณค่อนข้างมาก ซึ่งศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์  มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งกระดูกอย่างเป็นระบบ  ร่วมกับการใช้ระบบ “Osteosarcoma Fast Track”  เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย  ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้นมาก และมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวยังสร้างเครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกโดยการจัดทีมพยาบาล ให้ความรู้ ติดตามผลการรักษาทางโทรศัพท์และไปรษณีย์สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาลลำบากเพื่อติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยด้วยกันเองให้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เข้ารับการรักษา การดำเนินชีวิตภายหลังการรักษาที่ถูกต้อง  การเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน  ทำให้สังคมรับรู้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข                  นายแพทย์ปิยะ เกียรติเสวี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรม สาขาออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวเพิ่มเติมว่า มะเร็งกระดูก ยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรค แต่ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเกิดโรคด้วยการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานผักและผลไม้ออกกำลังกาย หมั่นตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวด บวม หรือมีก้อนบริเวณที่เป็นนั้นๆ ซึ่งแยกได้ยากจากอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่หากอาการปวดไม่ดีขึ้นหรือมีอาการบวมมากขึ้นหลังจากได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดช่วงกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน เพราะอาการที่กล่าวมามีโอกาสเข้าข่ายมะเร็งกระดูก ซึ่งถ้าหากพบในระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถหายขาดจากมะเร็งกระดูกได้ นอกจากนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกให้มีชีวิตที่ดีขึ้นโดยบริจาคได้ที่ “กองทุนมะเร็งกระดูก” มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน โทร.0-2235-7337 ******************************                                                                                                                       - ขอขอบคุณ-    28 มีนาคม 2557

กรมอนามัย จับมือภาคีเครือข่าย พัฒนาศักยภาพโรงนม ผลิตนมฟลูออไรด์ ลดปัญหาเด็กฟันผุ

27 มีนาคม, 2014 - 18:14
           กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพนมฟลูออไรด์ในโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทย” เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเทคนิคในการผลิตนมฟลูออไรด์ให้อยู่ในมาตรฐานและมีคุณภาพ พร้อมทั้งขยายพื้นที่การดำเนินงานเพิ่มอีก 4 จังหวัด ได้แก่ ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส              วันนี้ (26 มีนาคม 2557) ทันตแพทย์สุธา เจียรมณีโชติชัย รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดการประชุมเรื่อง การพัฒนาคุณภาพนมฟลูออไรด์ในโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทย ณ โรงแรม อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่าการใช้ฟลูออไรด์ทุกรูปแบบมีประสิทธิผลในการป้องกันฟันผุ สำหรับประเทศไทย ภายใต้โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ กรมอนามัยจึงเริ่มพัฒนาโครงการนมฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มาตั้งแต่ปี 2543 ให้เด็ก นักเรียนได้ดื่มนมฟลูออไรด์พาสเจอร์ไรซ์วันละ 1 ถุง ขนาดถุงละ 200 มิลลิลิตร ปริมาณฟลูออไรด์ 0.5 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดยได้รับความร่วมมือจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การอนามัยโลก และด้านงบประมาณบางส่วนจากมูลนิธิ The Borrow Foundation ประเทศอังกฤษ             ทันตแพทย์สุธา กล่าวต่อไปว่า จากผลการประเมินผล พบว่า เด็กในกรุงเทพมหานครที่ดื่มนมฟลูออไรด์ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี จะช่วยลดโรคฟันผุในฟันแท้ได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมฟลูออไรด์ถึงร้อยละ 34.4 ปริมาณฟลูออไรด์ โดยรวมที่ได้รับในแต่ละวันของเด็ก ไม่ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องฟันตกกระ ปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานไปในพื้นที่มี เด็กฟันผุสูง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชุมพร ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี สระแก้ว ชลบุรี กระบี่ และพัทลุง และเตรียมดำเนินการเพิ่มอีก 4 จังหวัด ได้แก่ ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีโรงนมร่วมผลิตนมฟลูออไรด์ 20 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งจากการนิเทศ ติดตามพบว่า การเพิ่มพูนความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างโรงนม ในการผลิต และควบคุมมาตรฐานตั้งแต่โรงนมถึงโรงเรียน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กได้ดื่มนมฟลูออไรด์ที่มีประสิทธิผลในการป้องกัน ฟันผุ              “ทั้งนี้ โรงนมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตนมฟลูออไรด์อย่างมีคุณภาพ บุคลากรจากโรงนมทุกแห่งจะต้องเข้ารับการอบรมด้านคุณภาพการผลิตนมฟลูออไรด์จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เพื่อประกอบการขอรับใบ อนุญาตผลิตนมฟลูออไรด์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา การประชุมพัฒนาศักยภาพบุคลากรโรงนมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักอนามัยและสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา เอกชน กระทรวงศึกษาธิการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และห้างหุ้นส่วนจำกัด สุราษฎร์เฟรชมิลค์ ทั้งนี้ มุ่งหวังว่าโรงนมจะสามารถ ผลิตนมฟลูออไรด์ให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดส่งนมฟลูออไรด์จากโรงนมจนถึงนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนในจังหวัดที่ร่วมโครงการได้ดื่มนมที่มีประสิทธิผลในการลดฟันผุควบคู่ไปกับประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของเด็ก ที่พร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดีต่อไป” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด *** สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง / 26 มีนาคม 2557

กรมอนามัย เผยเด็กทั้งประเทศเสี่ยงฟันผุ 1.2 ล้านซี่ วอนพ่อแม่อย่าตุนขนม น้ำอัดลม ช่วงปิดเทอม

27 มีนาคม, 2014 - 12:14
       กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยเด็กไทยต้องรักษาฟันถึง 1.2 ล้านซี่ หรือเฉลี่ย 1.5 ซี่ต่อคน เหตุจากชอบกินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม แถมยังแปรงฟันไม่ทั่วถึงและถูกวิธี วอนพ่อแม่ ผู้ปกครองคุมเข้ม เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และดูแลสุขภาพช่องปากให้เด็กอย่างเหมาะสม ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังทันตสุขภาพ ปี 2556 พบว่า เด็กประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 51.2 เคยมีฟันผุ โดยมีรอยโรคฟันผุในช่องปากประมาณ 1.5 ซี่ต่อคน ทำให้มีเด็กไทยทั่วประเทศมีฟันที่ต้องได้รับการดูแลรักษามากถึง 1.2 ล้านซี่ สาเหตุของการเกิดโรคฟันผุส่วนใหญ่คือ การชอบกินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน รวมทั้งมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่เหมาะสม อาจจะเลยการแปรงฟันหรือแปรงฟันไม่ทั่วถึงทุกซี่และไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้าน พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูแลเอาใจใส่พฤติกรรมการบริโภคของบุตรหลานเป็นพิเศษ โดยไม่กักตุนน้ำอัดลม ลูกอม และขนมกรุบกรอบที่ไม่มีประโยชน์ไว้ในบ้าน เพื่อเป็นการสร้างค่านิยมและตัวอย่างที่ดีในการเลือกบริโภคอาหารอย่างฉลาด ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำสมุนไพร ส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำตาล กับน้ำเป็นหลัก โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 มล.) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา เครื่องดื่มสมุนไพร 1 ขวด    (380 มล.) มีปริมาณน้ำตาล10 ช้อนชา เทียบเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด ส่วนเยลลี่ 1 ถ้วยเล็กมีปริมาณน้ำตาล 26 กรัม หากดื่มรวมกันหลายอย่างอาจทำให้เด็กได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 6 ช้อนชา หากร่างกายได้รับน้ำตาลปริมาณมากเกินมาตรฐานจะทำให้เกิดภาวะอ้วนตามมา “ทั้งนี้ กรมอนามัยได้ร่วมกับสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนประถมศึกษาทุกสังกัด แต่ในช่วงปิดภาคเรียน เด็กไม่ได้อยู่ในความควบคุมของโรงเรียน ทำให้เข้าถึงขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ลูกอม และน้ำอัดลมได้ง่าย พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรสอนให้เด็กรู้จักเลือกอาหารว่างและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และน้ำผลไม้ หรือฝึกให้เด็กดื่มน้ำเปล่าหรือ    น้ำผลไม้สดแช่เย็น โดยไม่เติมน้ำตาลเตรียมไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ วันละไม่เกิน 2 แก้ว หรือ 500 ซีซี จะช่วยดับกระหายได้ดีเวลาอากาศร้อน” ดร.นพ.พรเทพ กล่าว  อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า  นอกจากคุมเข้มเรื่องการบริโภคอาหารของเด็กแล้ว ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เด็กดูแลทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี ด้วยการแปรงฟันตามสูตร 2 : 2 : 2 ของกรมอนามัย คือ แปรงฟันนานครั้งละ 2 นาที อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน งดกินขนมหวานและน้ำอัดลมหลังแปรงฟันนาน 2 ชั่วโมงเพื่อให้ปากสะอาดในช่วงเวลาหนึ่ง และช่วยป้องกันฟันผุ *** สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง / 27 มีนาคม 2557

ร้อยเอ็ดนำร่อง นำ 14 หน่วยงาน ลงนามตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุ คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มแข็ง

27 มีนาคม, 2014 - 09:13
สสจ.ร้อยเอ็ด ภาครัฐ เอกชน รวมทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดร้อยเอ็ด รวม 14 หน่วยงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโฆษณาที่ไม่เหมาะสมทางสื่อวิทยุ จังหวัดร้อยเอ็ด แบ่งงาน เป็น 4 ด้าน พร้อมแบ่งอำนาจหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบ กำกับดูแล อย่างเข้มแข็ง เพื่อ แก้ปัญหาการโฆษณาอย่าจริงจัง วันนี้ (25 มีนาคม 2557) ณ โรงแรมธนินทร กรีนปาร์ค จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุข จังหวัด (สสจ.) ร้อยเอ็ด ได้จัดสัมมนาเพื่อจัดทำข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการโฆษณาที่ไม่เหมาะสม ทางสื่อวิทยุจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็น ประธาน ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะโฆษกสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร ยา เครื่องสำอางมีการโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายจำนวนมาก มีลักษณะโอ้อวด หรือ แสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จ หรือเกินความจริง ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากรักษาอาการป่วยไม่หาย แล้ว ยังเสียเงินโดยไม่จำเป็น โดยสื่อวิทยุกระจายเสียง เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ง่าย ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ในวันนี้ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสื่อวิทยุกระจายเสียง จังหวัดร้อยเอ็ด รวมทั้งสิ้น 14 หน่วยงาน ได้ลงนามร่วมกันในการแก้ปัญหาโฆษณาที่ไม่เหมาะสมทางสื่อ วิทยุขึ้น โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ 1. ด้านการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน โดยกำหนดให้มี คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่เหมาะสม จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ทุกหน่วยงานร่วม เป็นคณะกรรมการ เพื่อใช้เป็นกลไกการทำงานร่วมกัน 2. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย สนับสนุนการมีส่วน ร่วมในการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการร้องเรียนให้แจ้งไป ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายด่วน อย. 1556 สายด่วน สคบ. 1166 และสายด่วน กสทช. 1200 3. ด้านการสร้างความตระหนักแก่สื่อมวลชนในการโฆษณาอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม 4. ด้านการ เผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชน ส่งเสริม สนับสนุนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน ผู้ดำเนินการกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง เช่น การอบรม สัมมนา ให้ความรู้ด้านกฎหมาย และวิธีปฏิบัติที่ ถูกต้องแก่ผู้ดำเนินการกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง โดยจัดทำคู่มือการโฆษณา เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ รองเลขาธิการฯ ในฐานะโฆษก อย. กล่าวต่อไปว่า ได้มีการแบ่งอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายแก่ผู้ดำเนินการ กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงในรูปแบบการจัดอบรม สัมมนา เฝ้าระวัง ตรวจสอบโฆษณา การขออนุญาต โฆษณา รับเรื่องร้องเรียน รวบรวมสื่อโฆษณาที่ไม่ถูกต้องส่งให้ อย. และ กสทช. ประชาสัมพันธ์จังหวัด ร้อยเอ็ด เป็นผู้จัดทำฐานข้อมูลสถานีวิทยุกระจายเสียง เผยแพร่ข้อปฏิบัติด้านคุณธรรม จริยธรรม แก่ ผู้ดำเนินการกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง ประสานงานกับองค์กรวิชาชีพสื่อ ส่วน สมาคมอาสาสมัคร สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด มีหน้าที่เฝ้าระวัง รวบรวมโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียงที่มีลักษณะ เอาเปรียบผู้บริโภค มายัง สสจ.ร้อยเอ็ด , กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นตัวแทนผู้บริโภค ดำเนินการฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย เผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิผู้บริโภคแก่ ประชาชน ส่วนองค์กรวิชาชีพสื่อ มีหน้าที่เผยแพร่ข้อปฏิบัติด้านคุณธรรม จริยธรรมแก่ผู้ดำเนินการกิจการ สถานีวิทยุกระจายเสียง เฝ้าระวัง ให้มีการโฆษณาที่เหมาะสม และสื่อวิทยุกระจายเสียง ต้องตรวจสอบ โฆษณา โดยต้องไม่โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ไม่อ้างสรรพคุณหรือส่อให้เกิดความเข้าใจว่าเพิ่มสมรรถภาพทาง เพศ การโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องไม่เกี่ยวกับการบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค ไม่มีลักษณะ การให้มีบุคคล กลุ่มคนมาชักจูงโน้มน้าว ชวนเชื่อ เป็นต้น หากพบว่าโฆษณาไม่ได้ขออนุญาต ให้แจ้ง ร้องเรียนได้ที่ อย. หรือ สสจ.ร้อยเอ็ด รองเลขาธิการฯ ในฐานะโฆษก อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. กับ สสจ. ตกลงกันแล้วว่าปีนี้จะ ร่วมกันตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุ โดยแบ่งเป็น 1 อำเภอ 1 ความถี่ โดยมีการ ประชุมจัดทำกระบวนงาน รูปแบบการตรวจสอบให้เหมือนกันทั่วประเทศ และจัดทำคู่มือแจกให้ทุกจังหวัด แล้ว ทั้งนี้ กำหนดให้มีพื้นที่แบบอย่างในการจัดการปัญหา ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดหนึ่งที่เป็นพื้นที่ แบบอย่าง การลงนามร่วมกันในวันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะยกระดับสื่อ ทำให้มีพื้นที่สีขาวเพิ่มมากขึ้น มีจรรยาบรรณและจริยธรรมในการโฆษณา ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการรับข้อมูลข่าวสารจากการ โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 25 มีนาคม 2557 ข่าวแจก 39 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557

ทีดีอาร์ไอจัดอันดับองค์การเภสัชกรรมอยู่ในระดับดี ด้านความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง

26 มีนาคม, 2014 - 18:08
            นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI) ได้เปิดเผยผลสำรวจการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในเว็บไซต์รัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2556 ” ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540” ผลปรากฏว่า องค์การเภสัชกรรมได้คะแนนในระดับดี 79 - 60 คะแนน จาก 100 คะแนน                 ผู้อำนวยการ กล่าวต่อว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการสำรวจเว็บไซต์รัฐวิสาหกิจ จำนวน 59 แห่ง โดยใช้เกณฑ์การประเมินเชิงคุณภาพหลักๆ มี 3 เงื่อนไข ได้แก่  การนำเสนอหน้าโฮมเพจ คุณภาพของข้อมูล การเก็บและการค้นหาข้อมูลเก่า ซึ่งแต่ละเงื่อนไขให้น้ำหนักคะแนนต่างกัน คือ 25 คะแนน 40 คะแนน และ 35 คะแนน ตามลำดับ แต่เมื่อรวมกันแล้วจะได้คะแนน 100 คะแนน โดยการประเมินจะดูว่า มีหรือไม่มี ตามเงื่อนไขเท่านั้น และแบ่งกลุ่มการจัดอันดับเป็น 5 ระดับ คือ 100 – 80 คะแนน ระดับดีมาก 79 – 60 คะแนน ระดับดี 59-40 คะแนน ระดับ พอใช้ 39 – 20 คะแนน ระดับแย่ และ 19 – 0 คะแนน ระดับแย่มาก                 ผู้อำนวยการ กล่าวอีกว่า องค์การฯได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-GP (e-Government Procurement) ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มานานแล้ว และจนกระทั่งปัจจุบันก็ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ในการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ราคากลาง การคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์   เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจดูรายละเอียดต่างๆ ได้                  “สำหรับการดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างขององค์การฯนั้น จะมีการจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภท  ซึ่งส่วนใหญ่จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา   การจัดซื้ออุปกรณ์การบรรจุต่างๆ ซึ่งกระบวนการคัดเลือกจะเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด   โดยองค์การฯจะดำเนินการคัดเลือกบริษัทที่ดีที่สุด มีคุณภาพมาตรฐานที่สุด และตรงตามข้อกำหนดที่องค์การฯ ประกาศไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับยาที่ดี มีคุณภาพ เพียงพอแก่ผู้ป่วย ส่งผลดีต่อการรักษา  ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป” ผู้อำนวยการ กล่าว                            

กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือน 5 โรคอันตรายในฤดูร้อน

26 มีนาคม, 2014 - 18:08
         กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับโรคที่มักพบบ่อยในฤดูร้อน ประกอบด้วย 5 โรคสำคัญ ได้แก่ อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์    พร้อมจับตาพิเศษในโรคพิษสุนัขบ้า และโรคลมแดด โดยขอให้ประชาชนยึดหลักง่ายๆ คือ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หากอยู่กลางแจ้งควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้อยู่ในร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว             วันนี้ (25 มีนาคม 2557) นายแพทย์โสภณ  เมฆธน  อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งอากาศที่ร้อนเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอย่างมาก โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้มีโอกาสเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ กรมควบคุมโรคจึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเจ็บป่วยจากโรคที่มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน ตามประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคที่เกิดในฤดูร้อนซึ่งประกอบด้วย 5 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อยหรือไข้ไทฟอยด์ นอกจากนี้ยังรวมถึงโรคพิษสุนัขบ้าและโรคลมแดดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ  จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีรายงานผู้ป่วยทั้ง 5 โรค รวม 281,467 ราย เสียชีวิต 2 ราย โรคที่พบมากอันดับ 1 ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 253,967 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่พบมากสุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมา คือ โรคอาหารเป็นพิษ 26,672 ราย โรคบิด 484 ราย ไทฟอยด์ 343 ราย และ โรคอหิวาตกโรค 1 ราย ตามลำดับ  อีกโรคหนึ่งที่สำคัญ คือ โรคพิษสุนัขบ้า ในปี 2557 นี่มีรายมีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย       นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการป้องกันตนเอง ขอให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่ายๆ คือ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ประกอบด้วย 1.กินร้อน โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ หากเป็นอาหารค้างมื้อ อุ่นให้ร้อนหรือเดือดก่อนรับประทาน  2.ใช้ช้อนกลาง ตักอาหารขณะกินอาหารร่วมวงกับผู้อื่น       3. ล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง หลังจากใช้ห้องส้วม ก่อนปรุงและรับประทานอาหาร รวมถึงก่อนเตรียมนมให้เด็กทุกครั้ง  นอกจากนี้ควรดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก กำจัดขยะมูลฝอย เศษอาหาร และสิ่งปฏิกูลรอบๆบ้านทุกวัน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน และถ่ายอุจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกครั้ง เพื่อไม่ให้แพร่โรค            ส่วนโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทุกปี โดยมีพาหะหลักจากสุนัข และแมว ซึ่งอาจติดโรคจากการกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผล ที่สำคัญโรคนี้เป็นแล้วตายทุกราย ไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการนำสุนัขทุกตัวไปรับการฉีดวัคซีน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนรอบข้าง ควรลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัด หรือโดนทำร้าย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ 5ย ได้แก่  “ อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง ” มีรายละเอียด ดังนี้ อย่าแหย่ให้สุนัขโมโห อย่าเหยียบสุนัข (หาง,ตัว,ขา) หรือทำให้สุนัขตกใจ อย่าแยก สุนัขที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า อย่าหยิบชามอาหารขณะสุนัขกำลังกิน และอย่ายุ่งกับสุนัขนอกบ้านหรือที่ไม่ทราบประวัติ  หากถูกสุนัขกัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจนครบตามที่แพทย์แนะนำ ต้องจำสัตว์ที่กัดให้ได้เพื่อสืบหาเจ้าของและสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ติดตามดูอาการสุนัข 10 วัน และถ้าพบสุนัขนั้นตายก่อน 10 วัน และมีประวัติกัดคนหรือสัตว์อื่น ควรนำหัวส่งตรวจโดยประสานกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พื้นที่ใกล้บ้าน                นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคที่ควรระมัดระวังในช่วงฤดูร้อนอีกโรค คือ โรคลมแดด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการที่พบเบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้  อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศีรษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน ซึ่งอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก ได้แก่ ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว    หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก ซึ่งหาไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ บุคคลที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดโรคลมแดด ได้แก่ ทหารที่เข้ารับการฝึกโดยปราศจากการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในการเผชิญสภาพอากาศร้อน รวมถึงบรรดานักกีฬาสมัครเล่นและผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นรวมทั้งสูงอายุ เด็ก คนอดนอน       คนดื่มสุราจัด และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง  ส่วนวิธีป้องกัน ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน หากอยู่ในสภาพอากาศร้อนดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร  แม้ทำงานในร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว  สวมเสื้อผ้าที่มาสีอ่อน ไม่หนา และระบายความร้อนได้ดี หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก และควรให้การดูแลเด็ก คนชราเป็นพิเศษ  หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02 590 3183 หรือได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422  

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนใช้จุลินทรีย์บีเอสชนิดเดียวฉีดพ่นติดต่อกัน 3 เดือน อาจทำให้ยุงดื้อได้

26 มีนาคม, 2014 - 18:08
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยการใช้จุลินทรีย์บาซิลลัส สเฟียริคัส หรือบีเอส ฉีดพ่นลงในแหล่งน้ำเน่าขังที่พบลูกน้ำยุงรำคาญเพียงชนิดเดียวติดต่อกัน 3 เดือน อาจทำให้ยุงดื้อได้ ชี้ควรใช้สารกำจัดลูกน้ำยุงที่เหมาะสม ได้แก่ สารยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง เช่น ไดฟลูเบนซูรอนหรือโนวาลูรอน ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำว่ามีความปลอดภัยต่อมนุษย์และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สำหรับประชาชนควรป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด เช่น การนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด ใช้สารทาป้องกันยุงหรือยาจุดกันยุงและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุง   นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัญหายุงรบกวนเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการดำรงชีวิตของคนในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงรำคาญพาหะโรคฟิลาเรีย (โรคเท้าช้าง) ซึ่งมีแหล่งเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำเน่าและท่อระบายน้ำ การพ่นหมอกควันเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัยนั้นมีขั้นตอนยุ่งยากและต้องผ่านการอบรมวิธีการใช้อย่างถูกต้อง ใช้งบประมาณสูง แต่ได้ผลแค่ระยะสั้นๆ เพียง 1-2 วัน เท่านั้น ทั้งนี้ผลจากการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ผ่านมาพบว่าการกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญสามารถดำเนินการได้ในเบื้องต้น โดยการเก็บขยะที่ลอยอยู่บริเวณน้ำเน่าเสียขึ้นและอาจปล่อยปลากินลูกน้ำลงไปร่วมด้วย อย่างไรก็ตามมาตรการเบื้องต้นเหล่านี้ ยังไม่สามารถลดจำนวนลูกน้ำยุงรำคาญได้มากพอ จึงยังจำเป็นต้องใช้สารกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญที่เหมาะสม ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำว่ามีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง เช่น ไดฟลูเบนซูรอน (Diflubenzuron) หรือโนวาลูรอน (Novaluron) หรือใช้จุลินทรีย์บาซิลลัส สเฟียริคัส (Bacillus sphaericus)หรือ บีเอส ฉีดพ่นลงในแหล่งน้ำเน่าขังที่พบลูกน้ำยุงรำคาญ อย่างไรก็ตามนักวิจัยของกรมวิทย์ฯ พบว่า การใช้จุลินทรีย์บีเอส เพียงชนิดเดียวติดต่อกันประมาณ 3 เดือน ก่อให้เกิดการดื้อในภายหลังได้ จึงได้ทดลองใช้จุลินทรีย์บีเอสผสมกับจุลินทรีย์บาซิลลัส ทูริงจิเอนซิส (Bacillusthuringiensis) หรือ บีทีไอ ผลปรากฏว่าสามารถควบคุมยุงรำคาญได้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ ทั้งนี้จุลินทรีย์ดังกล่าวที่นำมาใช้นั้นไม่ใช่ส่วนที่มีชีวิต แต่เป็นโปรตีนที่เป็นพิษเฉพาะกับลูกน้ำยุงเท่านั้นและไม่สามารถขยายพันธุ์ในน้ำได้   อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการกำจัดลูกน้ำยุงลายพาหะโรคไข้เลือดออกนั้น ควรเน้นกำจัดในแหล่งเพาะพันธุ์ที่พบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ตุ่มน้ำ บ่อคอนกรีต ถังพลาสติก จานรองกระถางต้นไม้ จานรองใส่น้ำกันมด ฯลฯ หรือภาชนะธรรมชาติ ได้แก่ รูต้นไม้ กาบใบไม้ ตอไม้ ฯลฯ โดยใช้สารกำจัดลูกน้ำยุงลาย เช่น ซีโอไลท์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นนวัตกรรมของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ได้รับการยกย่อง จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าเป็นสุดยอดนวัตกรรมไทยตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งจากการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่ามีความคงทนได้ประมาณ 3 เดือนใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่นานกว่าการใช้จุลินทรีย์บีทีไอ ซึ่งมีความคงทนประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทำให้ประหยัดแรงงานไม่ต้องใช้บ่อย โดยผลงานดังกล่าวเป็นการดำเนินงานร่วมกันของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และบริษัท อิคาริ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีการวางจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถใช้ทรายกำจัดลูกน้ำยุงจุลินทรีย์บีทีไอหรือการใช้สารยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง เช่น ไดฟลูเบนซูรอนใส่ลงในแหล่งเพาะพันธุ์ที่พบลูกน้ำยุงลาย หรือใช้ไม้ช๊อตยุงหรือสเปรย์กระป๋องกำจัดแมลงฉีดพ่นกำจัดยุง ในแหล่งเกาะพักของยุงภายในบ้าน ได้แก่ สิ่งห้อยแขวนต่างๆ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ซึ่งมีกลิ่นอับของเหงื่อติดอยู่ เป็นตัวดึงดูดยุงที่สำคัญเป็นมาตรการเสริมควบคู่ไปกับการกำจัดลูกน้ำยุง   การป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัดก็เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพอีกอย่างหนึ่งที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง เช่น การนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดกันยุง และการใช้สารทาป้องกันยุงหรือยาจุดกันยุงป้องกันยุง ไม่ให้มารบกวน ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีนวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ทาป้องกันยุง คือ โลชั่นกันยุง รีเพลมอส (RepelMos) ซึ่งที่ผ่านมาได้แจกจ่ายให้แก่ประชาชนเพื่อใช้ป้องกันโรคที่นำโดยยุงในภาวะที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยมีข้อดี คือ ป้องกันการกัดของยุงพาหะได้ทุกชนิดนาน 5-7 ชั่วโม ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ไม่มีกลิ่นรบกวนผู้ใช้และ ไม่เหนียวเหนอะหนะ นอกจากป้องกันยุงได้แล้วโลชั่นกันยุงรีเพลมอสยังสามารถป้องกันการกัด ของริ้นดำ(คุ่น) ริ้นน้ำเค็ม(ปึ่ง)และทากดูดเลือดได้อีกด้วย  

กรมอนามัย เตือนกินหอยหน้าร้อน หวั่นเจอขี้ปลาวาฬ ทำปากชา แน่นหน้าอก

26 มีนาคม, 2014 - 18:08
          กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะกินอาหารหน้าร้อนปลอดภัย เลี่ยงอาหารประเภทหอย แหล่งสะสม        ขี้ปลาวาฬ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ปากชา แน่นหน้าอก พร้อมเตือนอันตรายจากแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารทะเล เน้นย้ำให้เลือกกินที่สด สะอาด และผ่านการปรุงสุกทุกครั้ง             ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่สูงในช่วงหน้าร้อนทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในอาหารทะเลเจริญเติบโตได้ง่าย อีกทั้งยังพบมีโลหะหนักหลายชนิด ทั้งตะกั่ว  สังกะสี  แคดเมียม และทองแดง    ในอาหารทะเล ประเภทปูม้า หอยนางรม และปลาหมึก โดยสารพิษเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีพิษอื่น ๆ      ที่อาจพบได้ในอาหารทะเล อาทิ ขี้ปลาวาฬ ที่เกิดขึ้นจากแพลงตอนจำพวกไดโนแฟลกเจลเลต (dinoflagellate)          สามารถพบได้ในน้ำทะเลทั่ว ๆ ไป สังเกตได้จากน้ำมีสีน้ำตาลแดง เมื่อมีอากาศร้อนจัดสัตว์ชนิดนี้จะแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตได้ในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว  โดยขี้ปลาวาฬจะเข้าสู่สัตว์ทะเลผ่านทางห่วงโซ่อาหาร พบมากในหอย ซึ่งจะสร้างสารพิษพวกไบโอท็อกซิน (biotaxin) ที่ทนความร้อน ไม่สามารถทำลายได้ในกระบวนการปรุงอาหาร เมื่อกินเข้าไปจะทำให้มีอาการชาบริเวณปากและทำให้แน่นหน้าอก เคลื่อนไหวลำบาก บางรายมีอาการอาเจียนด้วย             ดร.นพ.พรเทพ  กล่าวต่อไปว่า  จากการตรวจวิเคราะห์น้ำตัวอย่าง 1 ลิตร พบขี้ปลาวาฬสูงถึง 40,000 เซลล์ และตรวจพบไบโอท็อกซินในปริมาณที่สูงมาก ส่วนใหญ่พบในหอยสองฝา เช่น หอยกะพง  หอยนางรม ซึ่งกินแพลงตอนทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงที่มีแพลงตอนชนิดนี้มากในน้ำทะเล  โอกาสที่หอยนางรมเป็นพิษก็เกิดได้มากเช่นเดียวกัน ก่อนกินจึงควรนำไปแช่น้ำปูนเพื่อลดความเป็นพิษ หรืองดกินในช่วงนี้ก็จะเป็นการดี นอกจากนี้ในอาหารทะเลยังพบแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วงมากที่สุดคือ  เชื้ออหิวาต์เทียมหรือวิบริโอ พารา  ฮีโมไลติคัส (vibrio parahaemolyticus) เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในน้ำทะเลและอาหารทะเล เช่น ปลา ปูม้า หอย  กุ้ง กั้ง ปูทะเล และปลาหมึก เป็นต้น  และยังพบในอาหารประเภทหอยแครงลวก ปลาดิบ ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง  ซึ่งพบเชื้อได้ทั้งปีแต่จะพบมากช่วงหน้าร้อนในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งอาการที่ปรากฏชัดหลังจากกินเข้าไป     12-24 ชั่วโมง คือ ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะและหนาวสั่นร่วมด้วย             “ดังนั้น การเลือกกินหอยให้ปลอดภัยจากขี้ปลาวาฬในช่วงหน้าร้อน ผู้บริโภคจึงต้องหมั่นฟังข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่ามีขี้ปลาวาฬเกิดขึ้นในช่วงใด บริเวณใด ก็ควรงดกินในช่วงนั้น  หรือให้เลือกกินอาหารทะเลที่สดและสะอาด  มีการ ล้างน้ำทำความสะอาดทุกครั้งโดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่มีผิว เปลือก หรือกระดอง เพื่อกำจัดแบคทีเรียที่ปนเปื้อน สำหรับกุ้งถ้าจะเก็บให้เด็ดหัวทิ้งก่อนแช่แข็งจะช่วยลดแบคทีเรียได้ถึงร้อยละ 50 และที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยต้องผ่านการ  ปรุงสุกทุกครั้ง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด *** สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง /  25 มีนาคม 2557

หารือแนวทางการการจัดทำระบบ AVL

26 มีนาคม, 2014 - 18:08
       ภญ.นิภาพร ชาตะวิริยะพันธ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ให้การต้อนรับ คณะเจ้าหน้าที่จาก โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง  ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือ เรื่องการจัดทำ Approved Vender List ( AVL ) ขององค์การเภสัชกรรม เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปเป็นแนวทางในการปฎิบัติงาน และเพิ่มทักษะในการทำงานด้านการจัดทำ Approved Vender List   ที่องค์การเภสัชกรรม  วันก่อน

กรมการแพทย์ จับมือหน่วยงานในสังกัด ฝังรากฟันเทียม ครอบคลุมทั่วไทย

19 มีนาคม, 2014 - 11:44
  อธิบดีกรมการแพทย์ เผยโครงการรากฟันเทียมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ7รอบให้บริการผู้ป่วยไปแล้ว 2,242 ราย ตั้งเป้าหมายจับมือกับหน่วยงานในสังกัด พัฒนาการบริการกลุ่มผู้ป่วยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  วันนี้ (19 มีนาคม 2557) ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์สุพรรณ  ศรีธรรมมา  อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมวิชาการเครือข่ายรากฟันเทียมไทยเฉลิมพระเกียรติ ว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลิตและให้บริการฝังรากฟันเทียมให้แก่ผู้ป่วย โดยสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ดำเนินการพัฒนาระบบบริการรากฟันเทียมในสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการ พัฒนาคุณภาพบริการ ซึ่งขณะนี้โครงการมีหน่วยงานบริการกระจายอยู่ 77 จังหวัด โดยแบ่งเป็นหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 183 แห่ง คณะทันตแพทย์ในมหาวิทยาลัย 5 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหมและโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งจากการดำเนินงานในปี 2555 ถึงปัจจุบัน ได้มีการฝึกอบรมทันตบุคลากรเพื่อให้มีความรู้และมีทักษะในการบริการผู้ป่วยไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 837 คน ประกอบด้วย    ทันตแพทย์ จำนวน 579 คน และผู้ช่วยทันตแพทย์ จำนวน 258 คน นอกจากนี้ได้มีการจัดส่งเครื่องมือให้หน่วยบริการ ไปแล้ว จำนวน 134 ชุด และจัดส่งชุดรากฟันเทียมไปแล้ว จำนวน 7,000 ชุด     ที่ผ่านมาได้ให้บริการผู้ป่วยไปแล้วรวมทั้งสิ้น 2,242 ราย โดยโครงการฯ มีเป้าหมายให้บริการรากฟันเทียม 8,400 รายทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นปี พ.ศ. 2555-2556 จำนวน 2,000 ราย ปีพ.ศ.2557 จำนวน 2,800 ราย และปีพ.ศ.2558 จำนวน 3,600 ราย ทันตแพทย์หญิงฉวีวรรณ ภักดีธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานพบว่าการฝังรากฟันเทียมในผู้ป่วย จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีคุณสมบัติ คือ ผู้ไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่เลยและใส่ฟันเทียมทั้งปากชนิดถอดได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง  ไม่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือดที่ควบคุมไม่ได้ ไม่สูบบุหรี่จัด  ไม่เคยได้รับการฉายรังสีรักษาบริเวณกระดูกขากรรไกรและลำคอ สามารถรับการรักษาและติดตามผลได้ตามนัด อย่างน้อย 6-7 ครั้ง และสำหรับผู้ที่ใส่รากฟันเทียมต้องดูแลตนเอง ดังนี้ แปรงฟันให้สะอาด ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน บางกรณีต้องใช้แปรงซอกฟันหรือแปรงชนิดจุกเดี่ยว ก่อนนอนให้ถอดฟันเทียมแช่น้ำไว้ ไม่ควรใช้ไม้จิ้มฟันหรือเครื่องมือใดๆแคะหรืองัดที่รากฟันเทียม ไม่ควรกัดแทะอาหารกับรากฟันเทียมโดยตรง ที่สำคัญควรไปพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อตรวจเช็คสภาพและทำความสะอาดขูดหินปูนที่อาจเกิดสะสมอยู่บนรากฟันเทียม ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการรากฟันเทียมไทยเฉลิมพระเกียรติ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 0-2588-4005-8   ต่อ 1410,1413                                                                                                                               - ขอขอบคุณ-

ผู้แทนกองทุนโลกพอใจ บทบาท อภ.ที่ทำให้เกิดการเข้าถึงยาของประชาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

19 มีนาคม, 2014 - 11:44
            นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า คณะผู้แทนจากกองทุนโลก(Local Fund Agent;LFA) ด้าน Pharmaceutical Supply Management (PSM) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ นำโดย Mr.Ron Wehrens,Senior Pharmaceutical Management Advisor; MBA  เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานขององค์การเภสัชกรรม ในส่วนของคลังยาและเวชภัณฑ์ พร้อมรับฟังการดำเนินงานโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิต การพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน WHO GMP การยื่นขอ WHO Prequalification  และประเมินระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ และการกระจายยาผ่านระบบ VMI ไปยังหน่วยบริการทั่วประเทศ    ทั้งนี้เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการให้ทุนกับประเทศไทย ภายใต้โครงการ กองทุนโลกด้านโรคเอดส์ วัณโรค    และมาลาเรีย              ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งกองทุนพิเศษ เรียกว่า กองทุนโลกเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย(The Global Fund to fight AIDS,Turberculosis and Malaria : GFATM) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2544  เพื่อช่วยเสริมสร้างการดำเนินงานในการป้องกัน และควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วในแต่ละประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเน้นเสริมในส่วนขาดของการดำเนินงานภายใต้งานปกติของประเทศ กองทุนโลกจะมีการจัดสรรทรัพยากรให้แต่ละประเทศ โดยผ่านกลไกการทำงานร่วมระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรคดังกล่าว จากกองทุนโลกรวมแล้วกว่า 470 ล้านเหรียญสหรัฐ(15,000 ล้านบาท)               ผู้อำนวยการ กล่าวต่อว่า จากการเดินทางเข้ามาตรวจเยี่ยมองค์การฯ ในครั้งนี้ ผู้แทนจากกองทุนโลก มีความพอใจในระบบบริหารกระจายยา และเวชภัณฑ์ขององค์การฯ โดยองค์การฯ ได้กระจายยาและเวชภัณฑ์ไปยังหน่วยบริการสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระจายไปทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง และนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการคลังยาที่เรียกว่า Vendor Managed Inventory หรือ VMI มาใช้ เพื่อช่วยให้หน่วยบริการสาธารณสุขเหล่านั้น  มียาเพียงพอแก่ผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย และลดภาระในการจัดเก็บยาเกินความจำเป็น ได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อการรักษา ประชาชนได้เข้าถึงยามากยิ่งขึ้น และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนั้น ยังได้พัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตยาให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก ด้วยการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่    ที่จังหวัดปทุมธานี และคาดว่าภายใน 2 ปี ผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ เช่น เอฟฟาไวเรนซ์  ที่ผลิตโดยองค์การฯ จะได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ และบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อยา สำหรับใช้กับผู้ป่วยเอดส์ที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรอง              “ องค์การฯมีความมุ่งมั่นเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยมุ่งหวังการกระจายยาให้ทั่วถึง และมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของสากล ซึ่งเป็นหนึ่งความเชื่อมั่นที่ประชาชนคนไทยจะมั่นใจได้ว่า องค์การฯ ได้ดำเนินบทบาทเพื่อการเข้าถึงยาอย่างทั่วถึง  มีประสิทธิภาพ และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล” ผู้อำนวยการฯ กล่าว      

หน้า